ข้อคิด จาก วัดสมานรัตนาราม

หากพูดถึงวัดสมานรัตนาราม เราก็จะนึกถึงพระพิฆเนศองค์ใหญ่สีชมพูที่ผู้คนพากันมากราบไหว้ขอพรกัน ด้วยประเด็นนี้ชาวพุทธบางส่วนได้ตั้งประเด็นขึ้นมาทักท้วงทางวัดว่า เป็นวัดพุทธแต่ทำไมไปสร้างเทวรูปของศาสนาฮินดูให้คนมากราบไหว้ วันนี้ผมจะขอมาขยายความประเด็นนี้ให้ทุกท่านทราบถึงที่มาที่ไปกันครับ


13239909_1705775899678008_2758166823365995336_n

วัดสมานรัตนารามแต่ก่อนไม่ได้เจริญแบบนี้ สมัยที่เจ้าอาวาสคนปัจจุบันมารับตำแหน่งใหม่ๆ (ท่านเจ้าคุณพระประชาธรรมนาถ)วัดนี้แทบจะเป็นวัดร้าง คนแถวนั้นก็ไม่อยากมาทำบุญวัดนี้ ท่านเลยเริ่มที่จะบูรณะวัดแต่ก็ยังขาดปัจจัย ท่านจึงได้จัดทำผ้าป่าขึ้นเพื่อหาปัจจัย แต่ด้วยความที่ท่านรู้จักคนน้อย เมื่อไปขอบ่อยๆ เข้า เค้าก็หาว่าท่านเป็น “พระนักขอ” ท่านเลยรู้สึกสะท้อนใจไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านเลยกรวดน้ำและอธิฐานขอพรกลางแจ้งที่วัดเลยว่า “ขออัญเชิญบารมีเทพองค์หนึ่งองค์ใดมาช่วยให้บูรณะวัดนี้สำเร็จ หากสำเร็จแล้วจะสร้างเทวรูปของท่านไว้ที่หน้าวัด” ท่านทำแบบนี้ทุกวัน

p1

จากนั้นท่านจึงมีนิมิตว่าต้องสร้างพระพิฆเนศองค์นอน แต่ท่านก็ยังสงสัยว่าองค์นอนจะหาแบบที่ไหน เพราะตอนนั้นแบบสวยๆ ขององค์นอนนั้นไม่ค่อยมี ในนิมิตของท่านก็ได้รับคำตอบว่าให้ไปหาที่นครนายก ท่านจึงเดินทางไปที่นั่น ที่ๆ พระพิฆเนศองค์นั่งที่นครนายกเผื่อจะได้แบบมาสร้างดังในนิมิต แต่พอไปแล้วสุดท้ายก็ไม่เจอ ตอนกำลังจะกลับก็ได้ไปเจอเจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม ท่านก็เข้ามาถามท่านเจ้าคุณว่าจะไปไหน ท่านเจ้าคุณก็ตอบว่า “ผมมาหาแบบพระพิฆเนศองค์นอนครับ” ท่านก็บอกว่าท่านเพิ่งเขียนแบบไว้พอดี วันนั้นจากที่เกือบจะไม่ได้อะไร ก็ได้ทั้งแบบและช่างมาพร้อมเลย

flip-unity2-copy

พอท่านเริ่มสร้างแต่ปัจจัยก็ไม่เพียงพอ แต่ด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบก็มีคนมาช่วยสร้างคนเสร็จเมื่อท่านเจ้าคุณถามว่ารู้จักที่นี่ได้อย่างไร เค้าก็บอกว่าพระพิฆเนศมาเข้าฝันบอกให้มากราบท่านที่นี่และมาช่วยสร้าง แต่อย่ามาทางน้ำนะเพราะมีสันดอนทราย เมื่อสร้างเสร็จการบูรณะวัดก็เป็นไปได้ด้วยดี

อะไรคือข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้
1. สิ่งศักสิทธิ์นั้นไม่แบ่งแยกหากจะทำความดีท่านช่วยส่งเสริมตลอดไม่ว่าจะศาสนาใด หากเป็นการสร้างกุศลด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ท่านช่วยตลอด
2. มนุษย์ชอบแบ่งแยก คนนั้นพวกเขา คนนี้พวกเรา แล้วพาลไปคิดว่าสิ่งศักสิทธิ์นั้นแบ่งแยกเหมือนอย่างที่ตัวเองคิด เพ่งโทษคนที่เห็นต่างกับตนเองตลอด หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วพวกเราก็ไม่ต่างกันเท่าไรเลย

แล้วท่านผู้คิดอย่างไรครับ