ทำไมงาพระพิฆเนศถึงหักไปข้างหนึ่ง

ปรศุรามกับขวานเพชรที่พระศิวะพระราชทานให้

พราหมณ์ปรศุราม เป็นพราหมณ์ที่มีฤทธิ์เดชมาก เป็นหัวหน้าแห่งพราหมณ์ทั้งหลาย และเป็นผู้ที่องค์มหาศิวะเทพพอพระทัยเป็นอย่างมาก ทรงมอบขวานเพชร ให้เป็นอาวุธ และให้สิทธิเข้าเฝ้าพระองค์ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

ครั้งหนึ่ง ก่อนที่องค์พระศิวะมหาเทพ จะเข้าบำเพ็ญสมาธิญาณ ได้สั่งให้องค์พระพิฆเนศ เฝ้าประตูทางเข้าไว้ ห้ามมิให้ผู้ใดก็แล้วแต่เข้าไปรบกวนขณะทำสมาธิได้ องค์พระพิฆเนศก็รับพระบัญชาแห่งองค์มหาศิวะเทพ ทำการเฝ้าทางเข้านั้นไว้ ซึ่งประจวบกับเป็นวันที่พราหมณ์ปรศุราม ต้องการที่จะเข้าเฝ้าองค์มหาศิวะเทพ จึงเร่งเดินทางไปยังเขาไกรลาศ อันเป็นที่ประทับแห่งองค์มหาศิวะเทพ

ครั้นเดินทางไปถึงนั้น ก็ได้พบกับองค์พระพิฆเนศ นั่งเฝ้าทางขึ้นไว้อยู่ พราหมณ์ปรศุราม ก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด ได้แต่ดั้นด้นที่จะเข้าเฝ้าองค์พระศิวะให้ได้แต่อย่างเดียว เมื่อพระพิฆเนศเห็นดังนั้น จึงเข้าไปห้ามปราม ปรศุราม ว่า ขณะนี้องค์มหาศิวะเทพ นั้นกำลังบำเพ็ญสมาธิญาณอยู่ สั่งไม่ให้ใครผู้ใดขึ้นไปรบกวนพระองค์ ปรศุรามก็หาได้ฟังคำเตือนขององค์พระพิฆเนศแต่อย่างใด

หลังจากที่องค์พระพิฆเนศได้ทรงห้ามปรามพราหมณ์ปรศุราม มิให้ขึ้นไปรบกวนองค์พระศิวะ ทั้งสองจึงเกิดการต่อสู้กันปรศุรามสู้กำลังขององค์พระพิฆเนศไม่ได้ จึงได้ใช้ขวานเพชร ขององค์พระศิวะขว้างออกไปใส่องค์พระพิฆเนศ องค์พระพิฆเนศเห็นขวานด้ามนั้นก็จำได้ว่า เป็นขององค์พระศิวะพระราชบิดา จะรับไว้หรือทำลายเสีย ก็เกรงว่าจะโดนกล่าวหาว่า ทำลายฤทธิ์ของบิดา ขณะที่ทรงคิดอยู่นั้น ขวานเพชรที่ปรศุรามขว้างมา ก็ได้มาถึงองค์พระพิฆเนศแล้ว องค์พระพิฆเนศ จึงหันพระเศียรหลบ ทำให้ขวานที่ขว้างมานั้น โดนงาขององค์พระพิฆเนศหักสะบั้นลง เสียงดังสั่นโลกา ทำให้องค์มหาศิวะเทพและพระแม่อุมาเทวี เสด็จออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ครั้นองค์มหาศิวะเทพและพระแม่อุมาเทวี เสด็จออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น จึงพบว่า ปรศุรามนั้น ทำให้องค์พระพิฆเนศงาหักไปข้างหนึ่ง ทำให้พระแม่อุมาเทวีนั้น ทรงกริ้วเป็นอย่างยิ่ง ต่อว่าพราหมณ์ปรศุราม ว่าถือดีเช่นไรจึงทำเยี่ยงนี้ เป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก ไม่รู้รึว่าองค์พระพิฆเนศนั้นเป็นใคร และด้วยความโมโหนั้น พระองค์ก็ทรงสาปให้ ปรศุรามนั้น สิ้นฤทธิ์ ไป และนอนแข็งดั่ง ขอนไม้สิ้นคำสาป ปรศุราม ก็หมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรง และฤทธิ์เดช นอนแข็งดั่งขอนไม้ ตามคำสาปที่ต้องไว้ ขยับไปไหนไม่ได้ ได้แต่รู้สึก สำนึก

หลังจากที่พราหมณ์ปรศุรามต้องคำสาปขององค์พระเเม่อุมาเทวี จึงสำนึกตัวได้ ก็ได้ตั้งจิต ถึงองค์พระวิษณุเทพผู้เป็นใหญ่ และได้เล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นให้องค์วิษณุเทพฟังและขอให้ช่วยเหลือตน พระวิษณุเทพผู้รู้แจ้ง ด้วยบารมีของพระองค์ก็ทราบแล้วว่าเกิดเหตุใดขึ้นบ้าง จึงออกอุบายช่วยเหลือ ปรศุราม

พระวิษณุเทพจึงจำแลงกายเป็น พราหมณ์น้อย น่ารัก เดินทางไปยังเขาไกรลาศ ที่เกิดเหตุและทรงเต้นรำ (เรียกกันว่า ฉุยฉายพราหมณ์) เป็นการเต้นที่อ่อนช้อย สวยงามยิ่งนัก เหตุทั้งหมดนี้ อยู่ในสายตาขององค์มหาศิวะเทพ พระแม่อุมา และพระพิฆเนศ ตลอดเวลา ซึ่ง พราหมณ์นั้น ได้เต้นรำ จนเป็นที่พอพระทัยต่อองค์อุมาเทวี เป็นอย่างมาก จนพระองค์เสด็จไปหา และรับสั่ง ถึงพราหมณ์น้อย ว่า เจ้านั้น งดงามยิ่งนัก และยังเต้นรำได้อ่อนช้อยสวยงามอย่างยิ่ง พระองค์จะมอบรางวัลให้ ต้องการสิ่งใดขอให้พราหมณ์น้อยนั้นแจ้งมา

พราหมณ์น้อยได้ยินดังนั้น จึงเอ่ย ถึงพราหมณ์ปรศุราม ผู้เป็นใหญ่ในเหล่าพราหมณ์ทั้งหลาย เอ่ยถึงความดีที่เคยทำมา และขอให้พระแม่อุมา ทรงเห็นพระทัย โปรด คืนกำลัง ฤทธิ์เดช และลดโทษให้กับพราหมณ์ปรศุราม พระแม่อุมาเทวี จึงทราบทันทีว่า พราหมณ์นี้ คือองค์ พระวิษณุมหาเทพ จำแลงกายมา จึงตรัส กับพราหมณ์น้อยว่า เห็นแก่องค์พระวิษณุเทพที่ทรง เสด็จมาขออภัยโทษให้กับพราหมณ์ปรศุรามด้วยตนเอง ถึงขั้นจำแลงร่างเป็นพราหมณ์น้อย และยังเต้นรำอย่างอ่อนช้อย จนองค์พระอุมา พอพระทัยแล้วจึงค่อย ขอให้แก้คำสาปให้ปรศุราม พระองค์ก็จะทรงถอนคำสาปและคืนกำลังให้ ว่าแล้วองค์พระแม่อุมาเทวี ก็ทรงถอนคำสาป และคืนกำลังให้แก่พราหมณ์ปรศุราม

เมื่อพระแม่อุมาเทวีทรงถอนคำสาปและคืนกำลังให้แก่พราหมณ์ปรศุราม พราหมณ์น้อยผู้เป็น­องค์วิษณุจำแลงนั้น ได้ทรงขอกำลังฤทธิ์ ที่คืนให้ปรศุรามนั้นไว้และทรงคืนให้ปรศุรามเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งนั้น ทรงถวายให้แด่องค์พระพิฆเนศ เพื่อเพิ่มฤทธิ์ให้กับพระองค์ และลดความถือดีในตัวของปรศุรามอีกด้วย