ท้าวเวสสุวรรณ อุดรราชาแห่งจตุโลกบาล

 

ท้าวเวสสุวรรณ หรือที่ในประเทศไทยนิยมเรียกว่าท้าวกุเวร หนึ่งในราชาที่ปกครองสวรรค์ชั้นที่ 1 ในทิศเหนือ ท่านเป็นราชาแห่งยักษาซึ่งยักษ์พวกนี้อาศัยบริเวณเนินเขาพระสุเมาร ซึ่งสวรรค์ชั้นนี้กว้างใหญ่ไพศาลมากและมีทั้งหมด 4 ทิศด้วยกัน และมีเขาพระสุเมรอยู่ตรงกลาง ส่วนราชาที่ปกครองสวรรค์ทิศอื่นจะขอกล่าวในภายหลังนะครับ

รูปลักษณ์ของท่านที่เราเห็นกันบ่อยๆ ตามภาพวาดหรือรูปปั้นนั้น ท่านมีพระพักตร์สีเหลือง ถือร่ม ซึ่งหมายถึงอำนาจอธิไตย บางครั้งเราจะเห็นท่านคู่กับรูปพังพอนที่กำลังพ่นเพชรนิลจินดาอยู่ ซึ่งพังพอนเป็นศัตรูกับงู (งู เป็ญสัญลักษณ์ของความโลภและเกลียดชัง) การพ่นเพชรออกมาหมายถึงความกรุณาเอื้อเพื้อเผื่อแผ่นั้นไม่มีประมาณ

 

ในพระสุตตันตปิฎกภาษาบาลีของพุทธศาสนานิกายเถรวาท ได้กล่าวว่าท้าวเวสสุวรรณเป็นหนึ่งในจตุมหาราชิการ (4 มหาราชาผู้ยิ่งใหญ่) ซึ่งปกครองในทิศต่างๆ ซึ่งอาณาเขตของท่านอยู่ทางทิศเหนือโดยมียักษ์เป็นบริวาร

ท่านมีมเหสีชื่อ ภูมิจาทิ (Bhuñjatī) และมีลูกสาว 5 คนชื่อ ละตา สัจจา พาราวา อัจฉิมาธิ และ สุตา มีหลาน ชื่อ พุนนากะ ซึ่งเป็นสามีของนาคี อิรานดาทิ ท่านรถม้าชื่อ Nārīvāhana และมีอาวุธเป็นไม้ตะบอง ซึ่งหลังจากท่านมานับถือศาสนาพุทธท่านก็ไม่เคยใช้อาวุธนี้อีกเลย

ท่านมีอีกชื่อหนึ่งที่เรารู้จักกันดีคือ ท่านกุเวร ซึ่งเป็นชื่อของท่านเมื่อท่านยังเป็นมนุษย์ สมัยที่ท่านเป็นมนุษย์นั้นท่านทรัพย์สมบัติมากมาย ท่านมีโรงสีอยู่ 7 แห่ง และท่านก็กำให้ผลผลิตที่ออกจากโรงสีหนึ่งในเจ็ดแห่งนี้บริจาคเป็นทานทั้งหมด และท่านนั้นเป็นผู้ทำบุญทำทานแก่ผู้ยากไร้ต่อเนื่องกันถึง 2 หมื่นปี ด้วยกุศลนี้ทำให้ท่านมาเกิดเป็นท้าวเวสสุวรรณ

รูปภาพ

ในศาสพุทธ มีความเชื่อว่า ท้าวเวสสุวรรณ นั้นเป็นชื่อของตำแหน่งมากกว่าเป็นชื่อของบุคคล ซึ่งเมื่อผู้รับตำแหน่งท้าวเวสสุวรรณคนหนึ่งตายไป ก็จะมีคนที่มีบุญกุศลสะสมมากพอถูกจัดสรรมาเป็นต่อแทน ซึ่งก็เช่นเดียวกับตำแหน่งท้าวจตุโลกบาลอื่นๆ ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 หมื่นปี (บ้างก็ว่า 9 ล้านปี) ท้าวเวสสุวรรณนั้นมีอำนาจที่สั่งการยักษ์ซึ่งเป็นบริวารของท่านให้ไปปกป้องสถานที่ต่างๆ ได้ ตามที่ท่านเห็นสมควร

เมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมา ท้าวเวสสุวรรณก็ได้เป็นศิษย์ของท่านและหันมานับถือพระพุทธศาสนาและท่านก็ได้บรรรลุโสดาบัน (ผู้บรรลุโสดาบัน เกิดอีกเพียง 7 ครั้งก็จะเข้าสู่พระนิพพาน) ท่านมักนำสาร ข้อความ หรือ คำถามจากเทวดาและมนุษย์มาถามพระพุทธเจ้าและพระสาวกอยู่เสมอ และท่านก็ทำหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนาด้วย ท่านได้มอบบทสวด อตานาตะ แก่พระพุทธเจ้า ซึ่งใช้ป้องกันภูติ ผี ปีศาจ ยักษ์เกเร ไม่ให้มารบกวนนักปฏิบัติธรรมที่ไปนั่งสมาธิในป่า ซึ่งบทสวดนี้ถูกพัฒนาเป็นบทสวดพระปริตรในปัจจุบัน

พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ หลังจากท่านสวรรคต ท่านก็มาเกิดป็นยักษ์ ชื่อ ชนวสภะ และกลายเป็นผู้ติดตามของท้าวเวสสุวรรณ

ในช่วงแรกของศาสนาพุทธ ผู้คนมักบูชาท้าวเวสสุวรรณที่ต้นไม้ซึ่งต้นไม้นี้เปรียบเสมือนศาลเจ้าของท่าน ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะมาขอบุตรที่ดีให้มาเกิดครอบครัวของตน

รูปภาพ

ในประเทศญี่ปุ่น ท่านจะมีชื่อเรียกว่า บิชามอนเท็น ในที่นี้ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม เทพเจ้าแห่งนักรบ เป็นผู้ลงทัณฑ์คนที่ประพฤติชั่ว ซึ่งดูขัดแย้งนิดหน่อยกับการที่ท่านเป็นเทพเจ้าในศาสนาพุทธที่ควรจะรักสงบ เราจะเห็น บิชามอนเท็น ตามสถานที่ต่างๆ เป็นนักรบมือหนึ่งถือหอก อีกมือหนึ่งเจดีย์ซึ่งไว้เก็บทรัพย์สมบัติและของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และท่านก็เป็นหนึ่งในเจ็ดเทพเจ้าแห่งโชคดีของญี่ปุ่นอีกด้วย

บิชามอนเท็นนั้น มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า ทามอนเท็น ซึ่งแปลว่า “การฟังคำสั่งสอนอันหลากหลาย” นั่นเป็นเพราะว่าท่านมักจะคอยดูแลคุ้มครองพุทธเจ้าเวลาท่านไปแสดงธรรม ณ ที่ต่างๆ เสมอ และมีความเชื่อกันว่าท่านอาศัยอยู่ต่ำจากต่างยอดเขาพระสุเมรลงมาครึ่งทาง

รูปภาพ

ในทิเบต ท้าวเวสสุวรรณมีบทบาทเป็นผู้ปกป้องรักษาธรรมะ ท่านเป็นหนึ่งในผู้ติดตามของพระรัตนสัมภาวะพุทธเจ้า เป็นที่รู้กันว่าท่านเป็นราชาผู้ปกครองทางทิศเหนือ ซึ่งมักจะพบภาพของท่านปรากฏอยู่ที่ประตูหน้าของโบสถ์ในวัดเสมอ และท่านก็เป็นเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยด้วยเช่นกัน ซึ่งเรามักจะเห็นภาพของท่านถือลูกมะงั่ว (คล้ายมะนาวแต่ผลใหญ่กว่า) ลูกมะงั่วนี้เป็นผลของต้นไม้ที่ชื่อว่า jambhara ซึ่งเป็นตัวแทนเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ซึ่งภาพที่ท่านถือมะงั่วนี้ทำให้เราเห็นชัดเจนว่าท่านกับท้าวกุเวรนั้นมีลักษณะต่างกัน บางครั้งรูปภาพของท่านก็จะเป็นชายรูปร่างอ้วนใหญ่มีเพชรนิลจิณดามากมาย ถ้าเป็นภาพนั่งที่ท้าวขวาของท่านจะมีดอกบัวมารองรับและมีหอยสังข์ด้วย ท่านมีพาหนะเป็นสิงโตหิมะ