พระกฤษณะ เทพเจ้าแห่งความเมตตา ความอ่อนโยน และความรัก

หลังจากไม่ได้อัพบล็อกมานาน วันนี้ก็จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องพระกฤษณะเนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านมหากาพย์มหาภารตะ และ คัมภีร์ภัควคีตามา โดยเฉพาะเล่มหลังอ่านแล้วรู้สึกดีมาก เลยจะขอมาแปลประวัติพระกฤษณะให้ทุกท่านอ่านกัน

ขอเกริ่นไว้นิดนึงก่อนว่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระกฤษณะนั้นมีปรากฏในคัมภีร์หลายๆ คัมภีร์ของอินเดีย เช่น มหากาพย์มหาภารตะ เป็นต้น ซึ่งประวัติของท่านก็จะเป็นการนำข้อมูลหลายๆ คัมภีร์นี้มารวมกันเป็นเรื่องราวเดียว

ประสูติ
ณ มถุรานคร มีกษัตริย์พระนามว่า ท้าวอุครเสน ครองนครอยู่ กษัตริย์องค์นี้มีบุตร 2 คน คือ ท้าวกังสะและนางเทวกี นางเทวกีได้สมรสกับพระวสุเทพ ต่อมากังสะกบฏต่อพระบิดา ตั้งตัวเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ และได้จับท้าวอุครเสนและพี่สาวพี่เขยขังไว้เพราะกลัวว่าจะเป็นเสี้ยนหนามอุปสรรคต่อการครองราชย์ของตน ท้าวกังสะได้ปกครองบ้านเมืองอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน จนวันหนึ่งฤๅษีนารทมุนีได้ให้คำทำนายไว้ว่า พระวิษณุจะอวตารมาเกิดเป็นบุตรคนที่แปดของนางเทวกีเพื่อสังหารท้าวกังสะ ท้าวกังสะได้ยินดังนั้นจึงฆ่าลูกทุกคนของนางเทวกี หลังจากฆ่าหกคนแรกแล้ว คนที่เจ็ดคือพระพลราม เป็นร่างอวตารของพญาอนันตนาคราช พระแม่โยคมายาได้สลับเข้าครรภ์ของนางโรหิณีทำให้ทำให้พระพลรามรอดชีวิตมาได้ และท้าวกังสะก็เข้าใจว่าลูกคนที่ 7 ของพระนางเทวกีเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ เมื่อพระกฤษณะถือกำเนิดเป็นทารกคนที่แปด พระวสุเทพก็ลักลอบเอาพระกฤษณะข้ามแม่น้ำยมุนาไปฝากให้โคบาลชื่อนันทะและนางยโศธาผู้เป็นภรรยาเลี้ยงในหมู่บ้านโคกุลนอกนครมถุรา และสลับเอาทารกคนอื่นมาแทน เมื่อท้าวกังสะรู้ว่าลูกของนางเทวกีถือกำเนิดขึ้นแล้วก็ตั้งใจจะสังหารเช่นเดียวกับบุตรของนางทุกคน เมื่อท้าวกังสะพยายามจะฆ่าทารกน้อยที่สับเปลี่ยนมา ทารกนั้นกลับกลายร่างเป็นพระแม่ทุรคาและเตือนกังสะว่า “บุตรของพระนางเทวกีที่จะสังหารเจ้าถือกำเนิดแล้ว” จากนั้นพระแม่ทุรคาก็หายไป ในวันที่พระกฤษณะประสูตินี้ผู้ที่นับถือท่านจะมีการเฉลิมฉลองในวันนี้กันเรียกว่า เทศกาลกฤษณชันมาษฏมี

ช่วงวัยเยาว์และวัยหนุ่ม
ตำนานเกี่ยวกับพระกฤษณะในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่มของท่านได้กล่าวว่าท่านเป็นเด็กเลี้ยงโค และซุกซนมากจนได้ชื่อมาอีกชื่อหนึ่งว่า มาคัน ชอ (หัวขโมยเนย) ความซนของท่านทำให้ทั้งนันทะและยโสธาปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน แต่ท่านก็เป็นที่รักของผู้คนในเมืองมากเช่นกัน หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนรักท่านคือท่านยกเนินเขาโควรรธนะขึ้นมาเหมือนเป็นร่มปกป้องชาวเมืองจากพายุฝนอันรุนแรงและน้ำท่วม

บางตำนานกล่าวว่าท่านเป็นหมอเสน่ห์ เป็นคนขี้เล่นผู้ครองใจหญิงรีดนมวัวทั้งหลายในเมือง โดยเฉพาะพระแม่ราธา ซี่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับความรักท่านทั้งสองมากมาย ว่ากันว่าพระแม่ราธานี้คือพระแม่ลักษมีอวตารนั่นเอง

เรื่องราวของพระกฤษณะในวัยเด็กนี้เป็นตัวอย่างการแสดงความหมายของคำว่า ลีลา ในศาสนาฮินดู ซึ่งคำว่าลีลานี้ไม่การละเล่นเพื่อความสนุก หรือ เป็นกีฬาเพื่อการแข่งขัน การเต้นรำกับเหล่าหญิงรีดนมหัวของท่านก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง โดยเมื่อพระกฤษณะเป่าขลุ่ยของท่านเหล่านางโกปี (หญิงรีดนมวัว) ทั้งหลายก็จะละจากงานที่ทำอยู่ทันทีเพื่อเต้นรำและร้องเพลงกับท่านที่ริมแม่นำยมุนา แม้กระทั่งนางโกปีที่สังขารไม่เอื้ออำนายให้เดินทางมาได้ ก็ยังมาร่วมเต้นรำร้องเพลงกับท่านผ่านการทำสมาธิ ท่านเป็นเหมือนกับจิตวิญญาณผู้เป็นที่รักเหนือกาลเวลาทั้งปวง ส่วนเหล่านางโกปีก็เป็นดังเช่น ปรกฤติ (แปลว่าธรรมชาติ) และร่างกายที่อยู่ในชั่วคราว

การกระทำลีลานี้เป็นธีมของเรื่องราวในวัยเด็กและวัยหนุ่มของท่าน แม้กระทั่งตอนที่ท่านสู้กับพญานาคกาลียะเพื่อปกป้องผู้อื่น ในบันทึกกล่าวว่าท่านต่อสู้เหมือนกับท่านกำลังเล่นสนุกอยู่

วัยผู้ใหญ่
ตามตำนานกล่าวว่าท่านกลับมาที่เมืองมธุรา ท่านทำการโค่นล้มและสังหารคามสะราชาผู้เผด็จการลง ซึ่งก่อนหน้านี้คามสะได้พยายามที่จะลอบสังหารพระกฤษณะหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เมื่อคามสะสิ้นชีวิตท่านก็แต่งตั้งอุกระเสนาบิดาของคามสะเป็นราชาของเมืองยดาวาสแทนโดยมีท่านดำรงตำแหน่งองค์ชายลำดับที่ 1 ช่วงนี้เองที่ท่านได้เป็นเพื่อนกับอรชุนและเหล่าเจ้าชายแห่งราชวงศ์ปาณฑุเป็นราชอาณาจักรคุรุ พระกฤษณะมีบทบาทสำคัญในมหากาพย์มหาภารตะ หลังจากสงครามในมหาภาพย์จบลงท่านนำชาวเมืองยดาวาสของท่านเดินทางไปอยู่อาศัย ณ เมืองทวารกะ (ในปัจจุบันคือรัฐคุชราต)

ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูเชื่อว่าพระกฤษณะอวตารที่ 8 ของพระวิษณุ พระกฤษณะได้สมรสกับอัฐบายาส หรือ ราชนีทั้งแปด และยังได้สมรสกับหญิงสาวอีกประมาณ 16,000 – 16,100
คน ซึ่งเป็นมหสีที่รองลงมา ซึ่งการที่ท่านรับหญิงเหล่านี้เป็นภรรยา เพราะหญิงสาวเหล่านั้นขอร้องพระองค์ให้พระองค์เมตตาสมรสกับพระองค์เพื่อรักษาเกียรติของพวกนาง เพราะสังคมทั่วไปมองพวกนางเป็นทาสของราชาอสูรนารัคอสุรา ซึ่งหญิงที่เป็นผู้นำของเหล่าภรรยากว่า 16,000 คนนี้ คือนางโรฮินี โดยปกติแล้วเราจะเห็นรูปภาพหรือรูปปั้นของท่านคู่กับพระแม่ราธาคนรักของท่าน ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูพระแม่ราธาและภรรยาทั้งหมดของท่านนั้นเป็นอวตารของพระแม่ลักษมี ชายาของพระวิษณุ หญิงโกปีทั้งหลายก็เป็นดังพระแม่ธาราในหลายๆ รูปแบบ

สงครามทุ่งกุรุเกษตรและภควัทคีตา
ในมหากาพย์มหาภารตะกล่าวว่าท่านได้เป็นสารถีรถม้าศึกของอรชุนในสงครามนี้ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งข้อก็คือ ท่านจะไม่จับอาวุธใดๆ เมื่ออรชุนมาถึงสนามรบและมองไปยังทัพของศัตรูก็รู้สึกเศร้าใจ เพราะเหล่าศัตรูนั้นก็คือคนในครอบครัวของตัวเอง ซึ่งก็มีพระอัยกาของท่าน เหล่าพี่น้องของท่าน และเหล่าคนที่ท่านรัก ซึ่งทำให้อรชุนหมดกำลังใจที่จะทำการรบ อรุชุนกล่าวว่ายินดีที่จะละทิ้งอาณาจักรและวางธนูวิเศษ (Gandiv) ลง พระกฤษณะจึงได้ให้คำแนะนำกับอรชุน ซึ่งคำแนะนำเหล่านี้เกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิต หลักจริยธรรม และคุณธรรมของมนุษย์ การต่อสู้ของธรรมะและอธรรม ความไม่จีรังของสิ่งต่างๆ ความเป็นอมตะของวิญญาณและคุณความดี หน้าที่และความรับผิดชอบ ลักษณะของความสงบและความสุขอันแท้จริง การปฏิบัติโยคะในแบบต่างๆ เพื่อบรรลุถึงความสุขและอิสระภาพจากภายใน คำสนทนาระหว่างอรชุนกับพระกฤษณะในตอนนี้ถูกเรียกว่า ภควัทคีตา หรือ บทเพลงแห่งพระผู้เป็นเจ้า

วาระสุดท้ายและการกลับสู่บัลลังค์
สงครามทุ่งกุรุเกษตรนั้นสร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะตระกูลเการพนั้นพระนางคานธารีสูญเสียบุตรไปทั้ง 100 คน โดยหนึ่งคืนก่อนที่ทุรโยธน์ (หนึ่งในบุตรของนาง) จะเสียชีวิต พระกฤษณะได้มาเยี่ยมพระนางคานธารีเพื่อแสดงความเสียใจ นางรู้สึกว่าพระกฤษณะนั้นไม่ได้พยายามทำสงครามอย่างเต็มที่เพื่อให้สงครามจบโดยเร็วเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ทำนางโกรธและเศร้าอย่างถึงที่สุดนางจึงสาปพระกฤษณะและทุกคนในราชวงศ์ของท่านจะต้องย่อยยับ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ตามที่มหากาพย์มหาภารตะได้บรรยายไว้ว่า ได้มีการต่อสู้กันเองของชาวเมืองยาดาวาส และพระกฤษณะก็ถูกนายพรานจารายิงธนูใส่เพราะคิดว่าเป็นกวางป่าทำให้บาดเจ็บสาหัส พอจารามาเห็นว่าที่ตนยิงเป็นคนไม่ใช่กวางก็ตกใจมากแต่พระกฤษณะก็ได้อโหสิกรรมแก่จาราและได้สิ้นชีวิตลง ซึ่งสถานที่ที่ท่านตายก็เป็นหนึ่งในสถานที่แสดงว่าบุญของผู้ที่นับถือท่าน เมื่อท่านตายลงด้วยการปฏิบัติโยคะของท่านทำให้วิญญาณของท่านเดินทางสู่สถานที่พักพิงของวิญญาณท่านอันเหมาะสมโดยตรง พระพรหมและพระอินทร์ที่รอวิญญาณของท่านที่ร่างอันไร้ลมหายใจไม่สามารถทราบได้เลยว่าท่านให้เส้นทางใดในการเดินทางสู่สถานที่พักพิงของวิญญาณท่าน

จบแล้วนะครับ ประวัติโดยย่อของพระกฤษณะ ความจริงประวัติของท่านยาวกว่านี้มากๆ ใครสนใจลองไปหาอ่านดูกันได้นะครับ เราศึกษาประวัติสิ่งศักสิทธิ์ทั้งหลายแล้วขอนำท่านไปเป็นแบบอย่างในการทำความดีนะครับ เมื่อเราทำดีสิ่งศักสิทธิ์ย่อมคุ้มครองครับ