หลวงพ่อถุงย่าม เทพเจ้าแห่งความสุขสมบูรณ์

หลวงพ่อถุงย่าม หรือเรียกกันว่าองค์ ปู้ไต้ (ในญี่ปุ่นเรียกว่า โฮเตย์) เป็นพระนักบวชในพระพุทธศาสนาของจีน มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ มีชีวิตอยู่ราวๆ ในศตวรรษที่ 10 ณ ราชอาณาจักรอู๋เยฺว่ ชื่อของท่านแปลตามตัวอักษรได้ว่า ถุงผ้าเก่า (หรือย่ามของท่านนั่นเอง) ท่านเดินธุดงด์ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมายปลายทางพร้อมกับถุงย่ามของท่าน ท่านมีท่าทางที่ครึกครื้นและอารมณ์ขันเป็นปรกติและมีวัตรปฏิบัติที่ไม่เหมือนพระนักบวชในพระพุทธศาสนาทั่วไปในยุคนั้น ทำให้ท่านโดดเด่นและเป็นที่จดจำ โดยปรกติท่านจะยิ้มและหัวเราะอยู่เสมอๆ ท่านจึงมีชื่อเล่นในทางจีนว่า “พระพุทธเจ้าหัวเราะ” และด้วยความที่ท่านมีพุงที่อ้วนและใหญ่ ท่านจึงมีชื่อเล่นอีกชื่อหนึ่งว่า “พระพุทธเจ้าอ้วน”

ประวัติเท่าที่หาได้

องค์ปู้ไต้นั้นเป็นตำนานที่ได้รับการกล่าวขานและนับถือกันมานานแล้วในชุมชนชาวจีนสมัยก่อน โดยท่านจะถูกกล่าวถึงในลักษณะที่เป็นพระนักบวชรูปร่างอ้วน หัวล้าน สวมใส่จีจรธรรมดาแบบไม่เรียบร้อยนัก มีของติดตัวเพียงเล็กน้อยพร้อมกับพกถุงผ้าไว้เสมอ ท่านเป็นพระที่มีฐานะยากจนแต่มีความสำราญเสมอ

ท่านมักจะเล่นกับเด็กๆ ที่เดินตามท่านไปไหนต่อไหนเสมอ บางครั้งท่านจะตีพุงท่านให้เกิดเสียงดังให้เด็กๆ ได้สนุกกัน ด้วยรูปร่างอ้วนและท่าทางที่เต็มไปด้วยสุขของท่าน ชาวจีนจึงนักถือท่านในฐานะตัวแทนของความสำราญใจและความอุดมสมบูรณ์

ไม่แต่เฉพาะเด็กๆ เท่านั้น องค์ปู้ไต้นั้นได้รับความนับถือจากชาวเมืองเช่นกันเพราะท่านสามารถทำนายทายทักอนาคตได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะเรื่องการพยากรณ์อากาศ ซึ่ง การพยากรณ์อากาศนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อสังคมกสิกรรมสมัยก่อนที่อาศัย ดิน ฟ้า อากาศตามธรรมชาติเป็นหลัก หากสามารถรู้ล่วงหน้าสภาพอากาศได้ การทำกสิกรรมก็จะได้ผลดีมากขึ้นเช่นกัน

องค์ปู้ไต้จะธุดงค์ไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมายปลายทาง เมื่อท่านเดินจนเมื่อยท่านก็จะล้มตัวลงนอนโดยไม่สนใจว่าเป็นที่ไหน ถึงแม้จะเป็นกลางถนน กลางป่า กลางเขาก็ตาม ท่านมีพลังพิเศษที่ช่วยป้องกันความหนาวจากอากาศและหิมะไม่ให้มีผลถึงกายท่าน ตัวท่านจึงอบอุ่นเสมอ

ท่านมรณพภาพในปี ค.ศ. 916 (ประมาณ พ.ศ. 1460) ซึ่งในบรรดาข้าวของที่ติดตัวท่าน ได้มีการพบบทกลอนที่ท่านประพันธ์เองซึ่งบทกลอนดังกล่าวได้แปลไว้ได้ความดังนี้

“พระเมตไตรย คือ พระเมตไตรย
แบ่งกายเป็นพันหมื่นโกฏิ
ให้คนได้เห็นทุกเวลา
แต่คนก็ไม่รู้จัก”

เมื่อบรรดาพุทธสาวก ได้อ่านบทกลอนดังกล่าว จึงต่างสันนิษฐานว่า ท่านเป็นพระเมตไตรยมาโปรดแล้วเลยบอกฉายาท่านว่า พระเมตไตรยโพธิสัตว์ ดังนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล จึงได้สร้างรูปลักษณ์เลียนแบบพระรูปนี้เพื่อการสักการบูชา พระนามจีนของท่านคือ “หมีเล็กผ่อสัก” หรือ “หนี่เต็กผ่อสัก” หรือ “หนี่เล็กผ่อสัก” บ้างก็เรียกท่านว่า “พระยิ้ม” บ้างก็เรียกท่านว่า “พระสังกัจจายน์” แต่ที่แท้แล้ว ท่านเป็นองค์เดียวกัน

ความแตกต่างกันพระสังกัจจายน์ของไทย

  • พุทธลักษณะของพระสังกัจจายน์ไทย ท่านจะมีหมุดผมบนศรีษะคล้ายๆ พุทธลักษณะของพระพุทธเจ้า แต่องค์ปู้ไต้จะหัวล้านเรียบไม่มีผมเลย
  • พระสังกัจจายน์ไทยจะห่มจีวรณ์แบบเถรวาทโดยมีจีวรพาดบ่าข้างหนึ่งส่วนอีกข้างจะไม่มีจีวรพาดไว้ แต่องค์ปู้ไต้จะห่มจีวรหลวมๆ แบบจีนปกคลุมแขนทั้งสองข้างแต่ช่วงหน้าอกและพุงจะไม่มีการห่มจีวรปกปิดไว้ พุทธลักษณะของพระสังกัจจายน์ไทย ท่านจะมีหมุดผมบนศรีษะคล้ายๆ พุทธลักษณะของพระพุทธเจ้า แต่องค์ปู้ไต้จะหัวล้านเรียบไม่มีผมเลย