ไกรทองปราบชาละวัน

วันนี้จะมาเรียบเรียงบทความเกี่ยวกับไกรทองกับชาละวัน ซึ่งเป็นนิทานพื้นบ้านของคนไทย ซึ่งความกล้าหาญของไกรทองนั้นก็ทำให้ไกรทองถูกยกระดับเป็นสิ่งศักสิทธิ์ประจำถิ่นของคนไทยอีกองค์หนึ่งเช่นกันครับ

ไกรทอง เป็นนิทานพื้นบ้านของไทยมีต้นกำเนิดที่จังหวัดพิจิตร เป็นเรื่องราวของบุรุษนามว่าไกรทองและพญาจระเข้นามว่าชาละวัน ซึ่งชาละวันนี้ได้ลักพาตัวลูกสาวของเศรษฐีเมืองพิจิตรไปจนเป็นเรื่องเป็นราวเกิดขึ้น ภายหลังล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 ได้พระราชนิพนธ์เรื่องร้อยนี้เป็นบทละครนอกและจากนั้นก็ได้ถูกดัดแปลงถ่ายทอดเป็นละครทีวีหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งเรื่องราวของไกรทองมีอยู่ว่า

04

บทที่ 1 ความเป็นมาของถ้ำชาละวัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีถ้ำใต้น้ำศักสิทธิ์อยู่แห่งหนึ่งเป็นที่อาศัยของเหล่าจระเข้ทั้งหลาย ภายในถ้ำกว้างใหญ่ราวกับเป็นเมืองๆ หนึ่ง แยกเป็นห้องใหญ่ ห้องเล็กมากมาย ในถ้ำมีลูกแก้ววิเศษที่ส่องแสงออกมาทำให้ในถ้ำสว่างเหมือนเวลากลางวันตลอดเวลา จระเข้ที่เข้ามาในถ้ำก็จะกลายร่างเป็นมนุษย์ไม่มีความหิวหรืออยากอาหารใดๆ ถ้ำศักสิทธิ์นี้มีพญาจระเข้าเฒ่านามว่าท้าวรำไพปกครอง ท่านเป็นพญาจระเข้ผู้ทรงศีล ประพฤติตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่กินเนื้อมนุษย์และสัตว์ มีบุตรคนหนึ่งชื่อท้าวโคจร ซึ่งท้าวโคจรนี้มีนิสัยก้าวร้าว ดุร้าย ต่างจากท้าวรำไพอย่างสิ้นเชิง ท้าวโคจรมีบุตรชื่อชาละวัน วันหนึ่งท้าวโคจรเกิดมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับท้าวแสนตาและพญาพันวัง(เหนือ) ด้วยเหตุที่ท้าวแสนตาฆ่าลูกน้องของตัว ท้าวโคจรถึงเข้ามาท้าสู้กับท้าวแสนตา เมื่อสู้รบกันไปท้าวแสนตามีกำลังด้อยกว่าไม่สามารถชิงความได้เปรียบในการห้ำหั่นกันได้จึงถูกท้าวโคจรฆ่าตายในการดวลครั้งนี้ แต่เมื่อการต่อสู้จบลงด้วยความตายของท้าวแสนตา พญาพันวัง(เหนือ)ที่เป็นพยานและดูการต่อสู้อยู่ก็เกิดความแค้นและโมโหเนื่องจากท้าวโคจรได้ฆ่าพี่ชายของตน จึงเข้ามาสู้กับท้าวโคจรอีก ถึงแม้ท้าวโคจรจะมีพละกำลังแข็งแกร่งมากกว่า แต่ด้วยความที่ท้าวโคจรได้ใช้กำลังสู้กับท้าวแสนตาและยังไม่ทันฟื้นกำลัง ก็ต้องมาสู้กับพญาพันวัง(เหนือ) อีกรอบ ทำให้การต่อสู้สูสีมาก สุดท้ายทั้งคู่ก็เสียชีวิตจากบาดแผลในการสู้รบเช่นเดียวกับท้าวแสนตา

หลังจากพญาจระเข้ท้าวโคจรสิ้นชีวิตจากการต่อสู้ พญาจระเข้ชาละวันบุตรของท้าวโคจรก็ได้ขึ้นปกครองถ้ำใต้บาดาลศักสิทธิ์ต่อจากท้าวรำไพผู้เป็นปู่ โดยท้าวรำไพก็ได้ปลีกวิเวกไปอยู่ในส่วนลึกของถ้ำ บำเพ็ญศีล บำเพ็ญตบะ เพื่อสะสมบารมีต่อไป เมื่อพญาชาละวันได้ขึ้นปกครองถ้ำไม่มีใครกล้าท้าทายอำนาจและได้จระเข้สาวสองตัวเป็นเมียคือ วิมาลา และ เลื่อมลายวรรณ ซึ่งจระเข้สาวทั้งสองนี้ก็คืออดีตเมียของท้าวแสนตาและพญาวัง(เหนือ) นั่นเอง ด้วยสัญชาตญาณความดุร้ายตามธรรมชาติและความหลงระเริงในอำนาจ ต่างจากผู้เป็นปู่ท้าวรำไพที่รักษาศีล พญาชาละวันจึงเป็นจระเข้ที่ไม่รู้จักพอ ทั้งที่ถ้ำที่ชาละวันอาศัยอยู่จะทำให้จระเข้ทั้งหลายไม่หิว ไม่จำเป็นต้องกินอาหารอันใด แต่ชาละวันก็ไม่พอใจในความอิ่มทิพย์นี้ ต้องการจะกินเนื้อมนุษย์ และไม่มีใครสามารถห้ามได้

05

บทที่ 2 ชาละวันสำแดงเดช

ณ เมืองพิจิตร ขณะนั้นมีข่าวร่ำลือกันว่ามีจระเข้ออกมาล่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ตามริมคลองกินเป็นอาหาร วันหนึ่งลูกสาวสองคนของเศรษฐีเมืองพิจิตรนามว่าตะเภาแก้ว (ผู้พี่) และ ตะเภาทอง (ผู้น้อง) อยากไปเล่นน้ำในคลอง ท่านเศรษฐีห้ามลูกทั้งสองด้วยความเป็นห่วงแต่ทั้งคู่ก็ไม่ฟังสุดท้ายท่านเศรษฐีทนการรบเร้าไม่ไหวจึงอนุญาตให้ไปเล่นได้โดยมีเงื่อนไขหนึ่งข้อคือจะต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วยหนึ่งคน ลูกสาวทั้งสองตกลงและก็ได้เล่นน้ำในคลองอย่างสนุกสนาน จังหวะพอดีกับพญาชาละวันออกมาจากถ้ำเพื่อล่ามนุษย์ ซึ่งได้สร้างความวุ่นวายมากมาย ได้ว่ายน้ำผ่านมาเห็นหญิงสาวทั้งสองกำลังเล่นน้ำที่ท่าน้ำแถวบ้านท่านเศรษฐี ก็เกิดหลงรักทันทีจึงคาบตะเภาทองกลับไปยังถ้ำศักสิทธิ์ใต้น้ำโดยไม่สนใจสิ่งใด

ตะเภาทองฟื้นขึ้นในถ้ำก็ตกตะลึงในความสวยงามของถ้ำศักสิทธิ์ และชาละวันก็เดินเข้ามาในรูปของชายหนุ่มรูปงามและพยายามจะเกี้ยวพาราสีตะเภาทองแต่นางตะเภาทองไม่สนใจ ชาละวันเลยใช้ร่ายมนตรามหาเสน่ห์ให้นางหลงรักและยอมเป็นภรรยา เมียของชาละวันทั้งสองคือนาง วิมาลา กับ เลื่อมลายวรรณเห็นดังนั้นก้ไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

ทางด้านบนบก เมื่อท่านเศรษฐีได้ทราบว่าลูกสาวคนหนึ่งของตัวเองถูกจระเข้จับตัวไปก็โศกเศร้าเป็นอย่างมาก จึงได้ป่าวประกาศของไปทั่วสารทิศว่าใครผู้ใดก็ตามที่สามารถปราบจระเข้และนำร่างไร้วิญญาณของลูกสาวตัวเองกลับมาได้จะได้รับสมบัติครึ่งหนึ่งและได้แต่งงานกับลูกสาวอีกคนหนึ่งของเขานั่นก็คือตะเภาแก้ว ทำให้มีผู้อาสามาปราจระเข้หลายคนจากทั่วสารทิศแต่ก็ไม่มีใครสามารถปราบชาละวันได้กลายเป็นอาหารให้กับชาละวันเคี้ยวเล่นทุกคน

ขณะนั้น ชายหนุ่มรูปงามนามว่าไกรทองจากจังหวัดนนบุรี ผู้เชี่ยวชาญการปราบจระเข้ที่ได้รับการสั่งสอนประสิทธิ์ประสาทวิชามาจากอาจารย์คง อาสาที่จะปราบพญาจระเข้ชาละวันและนำตะเภาทองกลับขึ้้นมา ไกรทองก็ได้ล่องเรือมาตามแม่น้ำจากจังหวัดนนบุรีจนมาถึงเมืองพิจิตรพร้อมกับมีดอาคมและหอกวิเศษที่ได้มาจากอาจารย์ของเขา

02.jpg

บทที่ 3 ไกรทองปราบชาละวัน

ก่อนที่ไกรทองจะเดินทางมาถึง ชาละวันได้นอนฝันไปว่ามีไฟลุกไหม้และน้ำท่วมทะลักเข้าถ้ำของตัวเอง แผ่นดินไหวสั่นสะเทือนไปหมด ทันใดนั้น ได้ปรากฏร่างของเทวดาองค์หนึ่งซึ่งชาละวันหน้าตาไม่ชัดเจนฟันคอตัวเองขาดกระเด็น ชาละวันจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมา คิดทบทวนในความฝันเกิดความไม่สบายใจ จึงนำเรื่องราวในความฝันไปเล่าให้ท้าวรำไพปู่ของตนเองฟัง ปู่ของชาละวันได้ฟังก็แปลออกทันทีว่านิมิตนี้เป็นลางร้ายจึงบอกให้ชาละวันต้องจำศีลในถ้ำ 7 วัน ถ้าออกไปนอกถ้ำก่อน 7 วันนี้ต้องมีอันตรายถึงชีวิต วิมาลาที่นั่งฟังอยู่ด้วยได้ยินดังนั้นจึงขอร้องให้ชาละวันเชื่อฟังคำแนะนำของท้าวรำไพจระเข้ผู้มากด้วยตบะ ชาละวันจึงยอมตกลง นางวิมาลาจึงสั่งให้บริวารจระเข้คาบก้อนหินมาปิดปากถ้ำเอาไว้เพื่อไม่ให้มนุษย์หรือภัยอันใดเข้ามาในถ้ำได้

เช้าวันต่อมาไกรทองได้เริ่มบวงสรวงเทวดาฟ้าดินและครูบาอาจารย์เพื่อเริ่มพิธีปราบจระเข้ ไกรทองล่องแพไปอยู่เหนือปากถ้ำชาละวันและร่ายคาถา ด้วยฤทธิ์ของคาถานี้ทำให้ชาละวันที่นั่งสมาธิบำเพ็ญศีลอยู่เกิดความร้อนรุ่ม กระสับกระส่าย แทบจะนั่งอยู่ไม่ได้ วิมาลาก็ได้แต่คอยปลอบใจให้ชาละวันอดทนเอาไว้ แต่สุดท้ายด้วยความที่ชาละวันมีนิสัยดุร้ายและไม่รู้จักพอทั้งชีวิตไม่เคยนั่งสมาธิบำเพ็ญศีล บำเพ็ญตบะมาก่อน ก็ทนแรงยั่วยุจากมนตราไม่ไหวจึงพุ่งออกจากถ้ำแปลงกายเป็นจระเข้ขึ้นมาบนผิวน้ำสู้กับไกรทอง ชาละวันว่ายน้ำวนอยู่รอบๆ แพของไกรทองดูท่าที จากนั้นก็ดำน้ำไป ไกรทองก็ทำท่าถือหอกพร้อมแทงอยู่บนแพ ทันใดนั้นชาละวันก็พุ่งขึ้นมาบนแพจากด้านหลังของไกรทอง กระชากแพแตกกระจาย แต่ไกรทองก็ไม่ธรรมดากระโดดขึ้นหลังชาละวันทันทีแทงหอกสัตตโลหะเข้าไปกลางหลังชาละวัน ฤทธิ์อาคมของหอกสัตตโลหะทำให้เขี้ยวเพชรของชาละวันเสื่อม ชาละวันได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงรีบหนีกลับไปที่ถ้ำของตัวเองทันที โดยมีรอยเลือดของชาละวันลอยขึ้นมาตามทางที่ชาละวันหนีไป

 

01

เมื่อชาละวันล่าถอยเข้าถ้ำ ไกรทองจึงว่ายน้ำไปเก็บหอกสัตตโลหะและขึ้นฝั่งและเริ่มร่ายมนต์คาถาใช้วิชาเทียนระเบิดน้ำเปิดทางน้ำ ตามเข้าไปในถ้ำทันที วิมาลาและเลื่อมลายวรรณเห็นว่าถึงจุดวิกฤตแล้วจึงไปขอร้องท้าวรำไพให้ช่วยชาละวันด้วย แต่ท้าวรำไพไม่สามารถช่วยได้ วิมาลาเห็นว่าท้าวรำไพไม่สามารถช่วยเหลือได้จึงรีบไปยังบริเวณปากถ้ำเพื่อหยุดไกรทองเอง โดยปล่อยให้เลื่อมลายวรรณตามมาภายหลัง เมื่อไกรทองเข้ามาในถ้ำจึงได้พบกับวิมาลาก่อน ด้วยความที่ไกรทองเป็นคนรูปงามและเจ้าชู้ เห็นวิมาลาเข้าจึงได้เกี้ยวพาราสีนางจนนางใจอ่อนยอมเป็นชู้กับไกรทอง แต่นางก็เขินอายจึงวิ่งหนีมา ไกรทองจึงวิ่งตามเข้ามาในถ้ำจนพบกับชาละวันที่บาดเจ็บอยู่ การต่อสู้จึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง แต่การต่อสู้ก็จบลงอย่างรวดเร็ว ชาละวันที่บาดเจ็บสาหัสเสียท่าถูกมีดอาคมแทงสิ้นใจตายตรงนั้น เมื่อชาละวันสิ้นชีวิตมนเสน่ห์ที่สะกดจิตตะเภาทองอยู่ก็คลายออก ไกรทองจึงพานางตะเภาทองกลับขึ้นมาบนบก เศรษฐีดีใจมากที่ลูกสาวยังไม่ตาย โผเข้ากอดลูกสาวด้วยความยินดียิ่งส่วนตะเภาทองก็เข้ามากอดน้องสาวตัวเองด้วย จากนั้นเศรษฐีจึงจัดงานแต่งงานให้ไกรทองกับตะเภาแก้ว มอบทรัพย์สมบัติให้ครึ่งหนึ่งและแถมนางตะเภาทองให้เป็นเมียไกรทองอีกคน

ถึงจะได้แต่งงานกับสาวงามทั้งสองคนแต่ใจของไกรทองกลับคิดถึงแต่นางวิมาลา จึงแอบลงไปในถ้ำอยู่กินด้วย และได้ทำพิธีทำให้นางสามารถคงร่างมนุษย์ได้แม้ออกมานอกถ้ำศักสิทธิ์ แต่ว่าไม่นานนัก นางตะเภาแก้วและตะเภาทองจับได้ว่าสามีไปมีชู้กับนางวิมาลา ทั้งสองจึงไปหาเรื่องกับนางในร่างมนุษย์จนนางรับไม่ได้ กลับร่างเป็นจระเข้หมายว่าจะหนีกลับเข้าถ้ำ ไกรทองต้องออกไปห้ามไม่ให้เมียทั้งสามตีกันและอำลาจากนางวิมาลาด้วยใจอาวรณ์ แต่สุดท้ายไกรทองก็ปรับความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายกันได้ ไกรทองและเมียทั้งสามจึงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

จบบริบูรณ์

เรื่องนี้มีจุดน่าสนใจอยู่นึงตรงที่ว่า โชคชะตาเหมือนกำหนดให้ชาละวันต้องตายด้วยมือไกรทอง แต่ว่าด้วยบุญบารมีของท้าวรำไพที่บำเพ็ญศีลมานานเห็นทางรอดของชาละวันจึงแนะนำทางรอดให้ แต่ชาละวันวาสนาไม่ถึง ทั้งชีวิตไม่เคยบำเพ็ญบารมีใดๆ ทำให้คำแนะนำซึ่งเป็นทางรอดเปลี่ยนชะตา ถูกละทิ้งด้วยโทสะ เรื่องนี้เหมือนสอนให้รู้ว่าหากเราปราถนาจะให้สิ่งศักสิทธิ์ช่วยเหลือเรา เราเองก็ต้องมีบุญพอด้วย ไม่เช่นนั้นถึงท่านอยากจะช่วยสักแค่ไหน คุณก็มองไม่เห็นทางที่ท่านแนะนำอยู่ดี